แฟชั่น

Androgynous แฟชั่นที่ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดทางเพศ

Posted on | 2 Comments

ปัจจุบันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราเห็นนางแบบหรือนายแบบแต่งกายโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของตน โดยผู้ชายอาจแต่งกายแบบผู้หญิงและผู้หญิงเองก็สามารถแต่งกายแบบผู้ชายได้เช่นเดียวกัน แฟชั่นดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า Androgynous อันเป็นแฟชั่นที่แสดงถึงความเท่าเทียมทางเพศและการก้าวผ่านข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ทางเพศสภาพได้อย่างน่าชื่นชม

ประวัติของแฟชั่น Androgynous

แฟชั่น Androgynous เริ่มขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มจากฝ่ายหญิงก่อน เมื่อตัวแม่วงการแฟชั่นอย่างCoco Chanel ได้ทำการตัดเย็บกางเกงสำหรับผู้หญิงขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1913 ซึ่งทำให้ผู้หญิงได้ก้าวออกจากกระโปรงยาวแบบยุควิคตอเรียน หลังจากนั้นผู้หญิงก็เริ่มแต่งกายแบบ masculine กันมากขึ้น ในช่วงปี 1930 แฟชั่นนี้ได้ดังไกลไปถึงฮอลลีวูด ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในบทบาทแม่บ้านสวมกระโปรงอีกครั้ง เหล่าเฟมินิสต์ second-wave จึงออกมาเดินเครื่องแฟชั่น unisex เพื่อปฏิเสธการมองภาพผู้หญิงอย่างเหมารวมภายใต้บทแม่บ้าน และแฟชั่นเฮ้าส์ที่ทวงคืนอิสรภาพให้ผู้หญิงอย่าง Yves Saint Laurent ที่ให้กำเนิดชุดทักซิโด้สำหรับผู้หญิงเป็นครั้งแรกในปี 1966 ในขณะเดียวกันฝ่ายผู้ชายเองก็หันหน้าเข้าหาแฟชั่นแบบ androgynous ด้วยเช่นกัน โดยเรียกกันว่า The Peacock Revolution เริ่มจากศิลปินชายนำทีมโดย David Bowie และ Jimi Hendrix ที่พากันแต่งตัว แต่งหน้าขึ้นเวทีปกนิตยสาร จนสร้างคำนิยามว่าเท่ได้ในแนวทางใหม่ที่คาบเกี่ยวกันกับเส้นแบ่งทางเพศ จากนั้นมาแฟชั่น Androgynous ก็ยังคงสร้างปรากฎการ์ณให้กับวงการแฟชั่นมาจนถึงปัจจุบัน

แนวคิดความเท่าเทียมทางเพศที่แสดงออกผ่านแฟชั่น Androgynous

แฟชั่น Androgynous กลายเป็นดั่งสัญญะของโลกในอุดมคติแบบเสรีประชาธิปไตย โดยเป็นการใช้เสื้อผ้าและการแต่งกายแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคม แฟชั่นนี้พยายามทำลายกฎเกณฑ์ทางเพศสภาพที่มีแนวความคิดว่าผู้ชายต้องใส่กางเกงเท่านั้น ห้ามแต่งหน้าและแต่งกายแบบผู้หญิง ขณะเดียวกันผู้หญิงก็ควรสวมกระโปรง การแต่งการแบบผู้ชายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแฟชั่น Androgynous นั้นไม่มีข้อจำกัดในการแต่งกายที่ต้องคำนึงถึงเพศสภาพ ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็สามารถแต่งกายแบบใดก็ได้ แฟชั่นนี้ไม่ใช่แค่การแต่งกายข้ามเพศเท่านั้นแต่เป็นการผสมผสานความงามระหว่างเพศให้มีความเท่าเทียมและที่สำคัญยังเป็นแฟชั่นที่จะทำให้เกิดความเป็นปัจเจกบุคคลได้เป็นอย่างมากอีกด้วย

          สุดท้ายแล้ววงการแฟชั่นก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อย่างแฟชั่น Androgynous ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศสภาพอีกต่อไป